เพราะ “ดอยเต่า” ไม่ใช่ทางผ่าน หากอยากรู้จักต้องตั้งใจมาเท่านั้น

ดอยเต่า

ดอยเต่า

“ดอยเต่า” คำที่ใครได้ยินก็คงจะต้องนึกถึงเพลง “หนุ่มดอยเต่า” ของวงนกแล วงดนตรีของเด็กๆชาวเขาที่มีเนื้อร้องติดหูอยู่ทอนหนึ่งว่า “ดอยเต่าบ้านเฮากันดาร หมู่เฮาจากบ้านไปหางานทำ” เกิดทันกันรึเปล่า!!!

“แล้วดอยเต่านั้นอยู่ที่ไหน? จะเหมือนกับดอยอินทนนท์รึเปล่า?”

คงจะเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนคงอยากจะรู้ ซึ่งเราเองก็เช่นกัน จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ 2553 เรามีโอกาสได้มาสัมผัสกับที่นี่เป็นครั้งแรก มาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า “ดอยเต่า” นั้นอยู่ส่วนไหนบนแผนที่ประเทศไทย รู้แค่ว่าอยู่จังหวัดเชียงใหม่ แถมต้องนั่งรถไฟให้สนิมเกาะหน้าจนตูดชามาจากหัวลำโพง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เข็ด ยังมาอีกเป็นครั้งที่สองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และก็ยังนั่งรถไฟให้สนิมเกาะหน้าจนตูดชามาอีกเหมือนเดิม

และเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่อีกเป็นครั้งที่สาม แต่เปลี่ยนจากรถไฟเป็นรถทัวร์ เพื่อย่นระยะเวลาในการเดินทาง ถึงแม้ว่าครั้งนี้สิ่งแวดล้อมหลายๆ อย่างรอบตัวเราจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ความรู้สึกอบอุ่นและความประทับใจยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

“สงสัยใช่ไหมละว่าที่นี่มีดีอะไร?”

เดินทางมาก็ไกล แถมไม่ได้อยู่ในเส้นทางหลักที่จะเดินทางไปยังตัวเมืองเชียงใหม่หรือใช้เดินทางกลับกรุงเทพที่จะสามารถแวะมาเที่ยวและถ่ายรูปเล่นก่อนกลับได้อีกต่างหาก ที่นี่จึงไม่ใช่ทางผ่าน หากอยากรู้จักต้องตั้งใจมาเท่านั้น  วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับดอยเต่าให้เพิ่มมากขึ้น ออกไปสัมผัสผ่านมุมมองในแบบของเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมดของที่นี่ เพราะมันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เรารู้จักและอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก

ดอยเต่า เชียงใหม่

“ดอยเต่า” คือชื่ออำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ออกไปทางทิศใต้ประมาณ 125 กิโลเมตร ทิศเหนือติดกับอ.ฮอด ทิศตะวันตกติดกับอ.อมก๋อย ทิศใต้ติดกับ อ.สามเงา จ.ตาก ส่วนด้านทิศตะวันออกอยู่ติดกับอ.ลี้ จ.ลำพูน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้และภูเขาสูง มีบางส่วนเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล หรือที่เรียกกันว่า “ทะเลสาบดอยเต่า” ซึ่งเป็นปลายทางของแม่น้ำปิง แม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงใหม่

ดอยเต่า เชียงใหม่

ส่วนที่มาของชื่ออำเภอดอยเต่า เราเองก็ไม่ทราบแน่ชัด แต่จากที่ลองสอบถามชาวบ้านได้ความว่า สมัยก่อนพื้นที่แถวนี้มีเต่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากทั้งบนบกและในน้ำ จึงน่าจะเป็นที่มาของชื่ออำเภอ และไม่ได้มีดอยที่ชื่อว่าเต่าอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ

เมื่อ 7 ปีที่แล้วเราได้เดินทางมาที่นี่ในฐานะนักศึกษา เพื่อขึ้นมาทำค่ายอาสาสร้างอาคารอเนกประสงค์ให้กับโรงเรียนและชุมชนเป็นระยะเวลา 15 วัน ได้ทำกิจกรรมสัมพันธ์ชุมชนและพักอาศัยร่วมกับชาวบ้านตลอดระยะเวลาค่าย ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมทั้งตัดขาดจากโลกภายนอก และเมื่อ 3 ปีที่แล้วเรามีโอกาสได้ขึ้นไปจัดกิจกรรมงานวันเด็กให้กับน้องๆ ที่โรงเรียนอีกครั้ง โดยกลับลงมาพร้อมกับความสุขที่ได้จากการเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ สิ่งต่างๆเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกผูกพันและอยากกลับมาเยี่ยมที่นี่อีกหลายๆครั้ง

โดยครั้งนี้เราเริ่มต้นออกเดินทางจากกรุงเทพด้วยรถทัวร์ในคืนวันศุกร์ช่วงปลายเดือนตุลาคม พร้อมกับเปิดเพลง “ไม่ต่างกัน” ของวง 25 Hours ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง “คิดถึงวิทยา” เพลงที่ช่วยทำให้เรานึกถึงบรรยากาศของจุดหมายปลายทางในครั้งนี้อยู่บ่อยๆ

ไม่ต่างกัน คิดถึงวิทยา

สถานีขนส่งอาเขต

เรามาถึงสถานีขนส่งอาเขต จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณเกือบสิบโมงเช้า เพราะระหว่างทางเส้นลำปาง-เชียงใหม่มีฝนตกหนักอยู่เป็นระยะ จึงทำให้รถเคลื่อนที่ได้ไม่เร็วนัก

เดิมทีการเดินทางครั้งนี้เราตั้งใจว่าจะมาคนเดียว เพื่อมาเยี่ยมครอบครัวที่เราเคยมาอาศัยอยู่ด้วยตอนที่มาทำค่ายอาสา และเอาเสื้อผ้าบางส่วนของเราที่ไม่ค่อยได้ใส่มาให้กับน้องชายสองคน และตุ๊กตาสำหรับน้องสาวคนเดียวของบ้าน

แต่ก่อนหน้าที่จะมาเราได้ไปกินข้าวกับรุ่นพี่ที่เคยขึ้นมาทำค่ายด้วยกัน และบังเอิญว่าจะมีแพลนขึ้นไปเชียงใหม่ช่วงนั้นพอดี จึงสนใจอยากจะไปดอยเต่าด้วย และได้ลองชักชวนคนอื่นๆ ที่เคยไปค่ายด้วยกันเพิ่มเติม สุดท้ายทริปนี้จึงมีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 6 คน

ตัดภาพกลับมาที่ขนส่งอาเขต ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดนัดพบกับเพื่อนร่วมเดินทางอีก 2 คน ที่มาถึงในระยะเวลาไร่เรี่ยกัน จากนั้นจึงไปหาข้าวเช้ากินกัน โดยมีร้านประจำที่เราชอบมากินเมื่อได้มาอาเขต เป็นร้านอาหารเหนือร้านเล็กๆ ที่มีหลังคาเป็นต้นหูกวางขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของสถานีขนส่งหลังเก่า และอยู่ติดกับท่ารถแดง

อาหารถูกจัดเตรียมเอาไว้ในหม้อที่วางเรียงรายกันเป็นแถวยาวบนโต๊ะไม้ ให้เราเดินเข้าไปเปิดดูและเลือกได้ตามใจ เลือกเสร็จก็เดินมานั่งรอที่โต๊ะหินใกล้ๆกัน สักพักแม่ค้าก็จะนำเอาอาหารที่เราเลือกตักใส่จานเล็กๆ มาเสริฟให้ที่โต๊ะ พร้อมกับผักสดๆ และข้าวเหนียวร้อนๆ

อาหารแต่ละอย่างเราเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าเรียกว่าอะไรบ้าง แต่มีอยู่จานนึงที่เราจำได้ อยู่ด้านบนซ้ายของรูป นั่นก็คือ “ก้อย” เนื้อดิบที่นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมช่วยให้เนื้อไม่มีกลิ่นคาว แถมมีรสชาติหวานและเผ็ดกำลังดี ใครที่เคยกินคงเห็นแล้วน้ำลายไหล แต่เชื่อว่าใครหลายๆคนต้องไม่กล้ากินแน่ๆ  เราเองก็กลัวเรื่องท้องเสียและพยาธิ แต่เอาหน่ะนานๆ ที สุดท้ายก็กินจนเกลี้ยงและไม่ท้องเสียด้วยนะ แต่เรื่องพยาธิยังไม่รู้เหมือนกัน  อาจจะกำลังโต 555

ขนส่งอาเขต

หลังจากกินเสร็จพวกเราจึงไปรับรถมอเตอร์ไซด์ที่จองเอาไว้ล่วงหน้าจากร้านประจำที่อยู่ใกล้ๆกับขนส่ง ซึ่งสามารถจองล่วงหน้าผ่าน Line แล้วมาจ่ายตังค์ทีหลังได้ สะดวกมากๆ (หากอยากรู้ว่าร้านไหนหลังไมล์มานะ) จากนั้นก็ขับไปเจอคนอื่นๆ ที่เหลือ ซึ่งรออยู่ที่บ้านของรุ่นพี่ที่จังหวัดลำพูน

แผนที่การเดินทาง

ขนส่งอาเขต

อำเภอฮอด เชียงใหม่

เมื่อทุกคนพร้อมแล้วจึงเริ่มออกเดินทางต่อด้วยรถมอเตอร์ไซด์ทั้งหมด 5 คัน ออกจากจังหวัดลำพูนมุ่งหน้าต่อไปยัง อ.ฮอด เพื่อแวะพักและซื้อเสบียง แต่ถ้าไม่ได้มาแวะที่ลำพูนเหมือนกับเรา ก็สามารถขับออกจากตัวเมืองเชียงใหม่มาตามถนนหลวงหมายเลข 108 จนถึง อ.ฮอด ได้เลยเช่นกัน

ระหว่างทางรถมอเตอร์ไซด์ของพี่คนหนึ่งเบรกเกิดเสีย จึงต้องแวะหาร้านซ่อมข้างทาง โดยใช้ระยะเวลาซ้อมประมาณชั่วโมงกว่าๆ ระหว่างนั้นก็นั่งคุยนั่งเล่นฆ่าเวลาอยู่รอเป็นเพื่อนกันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะซ่อมเสร็จ เพราะเราจะไม่ทิ้งใครเอาไว้กลางทางอย่างแน่นอน

หลังจากซ่อมเสร็จก็ออกเดินทางต่อไปยัง อ.ฮอด และจอดแวะพักบริเวณตลาด เพื่อกินข้าวกลางวันและซื้อเสบียงเตรียมที่จะนำเอาไปทำอาหารสำหรับมื้ออื่นๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่บน “ดอยแก้ว” ดอยหนึ่งใน อ.ดอยเต่า ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของพวกเรา ในครั้งนี้ โดยจะต้องนำรถข้ามทะเลสาบดอยเต่าและขับข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 3 ลูก จึงไม่มีร้านค้าเหมือนอย่างในเมืองให้เราได้ช๊อปปิ้ง

ฮอด เชียงใหม่

แผนที่การเดินทาง

ฮอด เชียงใหม่

หลังจากแวะพักและซื้อของเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ออกเดินทางต่อไปยังตัวอำเภอดอยเต่า ไปตามถนนหลวงหมายเลข 1012 อีกประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายตัดเข้าถนนหลวงหมายเลข 1103 ไปอีกประมาณ 45 กิโลเมตร

เมื่อถึงตัวอำเภอดอยเต่าจะเห็นโรงพยาบาลดอยเต่าอยู่ซ้ายมือ ให้ขับเลยไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร ก็จะเจอกับสามแยกเล็กๆ ที่มีศาลารอรถหลังคาสีเหลืองอยู่ทางขวามือ โดยป้ายบริเวณปากทางเข้าจะเขียนว่าโรงเรียนบ้านผาจุกและบ้านผาจุก ส่วนป้ายไม้ด้านล่างสุดจะเขียนว่าหน่วยพิทักษ์ป่าดอยเต่า 12 ก.ม ซึ่งเป็นจุดที่เราจะไปขึ้นเรือเพื่อข้ามทะเลสาบดอยเต่า

ถนนหลวง

แผนที่การเดินทาง

ถนนหลวง

ทะเลสาบดอยเต่า

ระหว่างทางที่จะไปหน่วยพิทักษ์ป่าดอยเต่าช่วงแรกจะเป็นทางปูนผ่านหมู่บ้าน แต่พอเลยหมู่บ้านออกมาก็จะเป็นพื้นที่ปลูกพืชผักของชาวบ้าน และเริ่มเปลี่ยนเป็นทางลูกรังที่มีหินขลุขละ จึงใช้ความเร็วไม่ได้มากนัก ขับตามกินฝุ่นของคันหน้ามาเรื่อยๆ สักระยะจนเกือบถึงครึ่งทางเลยแวะจอดรอรถคันหลัง เนื่องจากทิ้งห่างกันมากเกินไป ปรากฎว่ามีรถสองคันหายไปนานไม่ตามมาสักที กลัวว่าจะเลี้ยวไปผิดทาง แถมโทรศัพท์ก็ไม่มีสัญญา จึงขับย้อนกลับไปดูจึงรู้ว่ามีรถคันหนึ่งในทีมยางรั่วตอนขับผ่านหมู่บ้านเลยแวะเปลี่ยนยาง  จึงให้คันอื่นขับล่วงหน้าไปก่อนเพื่อติดต่อเรื่องเรือข้ามทะเลสาบ

เมื่อขับผ่านหน่วยพิทักษ์ป่าดอยเต่ามาได้สักเล็กน้อย ก็จะได้พบกับพื้นที่โล่งกว้างที่เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวและฝูงวัว อยู่ท่ามกลางภูเขาสูง ภายใต้ท้องฟ้าใส โดยมีแม่น้ำไหลผ่านอยู่ตรงกลาง ราวกับบรรยากาศของทุ่งหญ้าสเตปป์แห่งมองโกเลียที่เราเคยเห็นในจอทีวี

ทะเลสาบดอยเต่า

แต่ภายใต้ความสวยงามที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้น ภายในใจเรากลับรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าน้ำในทะเลสาบที่เคยอยู่ตรงนั้นได้ลดน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับเมื่อ 7 ปีที่แล้วของเดือนเดียวกัน และเมื่อ 3 ปีที่แล้วของเดือนมกราคม ซึ่งได้ถูกแทนที่ด้วยทุ่งหญ้าจนเหลือแค่เพียงแม่น้ำปิงสายเล็กๆ

ทะเลสาบดอยเต่า

และนี่คือภาพของทะเลสาบดอยเต่าที่เราเคยถ่ายเอาไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้วช่วงปลายเดือนตุลาคม ส่วนเดือนมกราคมของเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ปริมาณของน้ำน้อยลงกว่าในรูปด้านล่างนี้ไม่มากนัก

ทะเลสาบดอยเต่า

“น้ำหายไปไหน? ทำไมถึงแตกต่างจากเดิมมากขนาดนี้ เป็นเพราะว่าป่าไม้ถูกทำลายเพิ่มมากขึ้น? หรือเป็นเพราะว่าปรากฎการณ์เอลนีโญที่กำลังส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประสบกับสภาวะแห้งแล้งอยู่ในขณะนี้?”

ทะเลสาบดอยเต่า

จากที่เราลองค้นหาข้อมูลในเบื้องต้น พบว่าน้ำหนักค่อนมาทางปรากฎการณ์เอลนีโญ ซึ่งเป็นปรากฎการที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่อดีต และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าและการปล่อยมลพิษต่างๆ ออกสู่ธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิของกระแสน้ำในทะเลและสภาพอากาศทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง

ทะเลสาบดอยเต่า

สำหรับในประเทศไทยตอนนี้ก็มีหลายหน่วยงานรวมทั้งรัฐบาลกำลังประกาศเตือนเรื่องการรับมือกับภายแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ดังนั้น สิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถทำได้ตอนนี้และเป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่องของการช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด ส่วนภาคเกษตรกรรมก็อาจจะต้องเปลี่ยนจากการปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก เปลี่ยนมากปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนไปก่อน เพื่อไม่ใช้พืชผลขาดน้ำและสร้างความเสียหายในภายหลังตามที่รัฐบาลกำลังขอความร่วมมืออยู่ในขณะนี้ (ข้อมูลอ้างอิง)

ทะเลสาบดอยเต่า

อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้จึงทำให้ทะเลสาบดอยเต่าได้กลายมาเป็นทุ่งหญ้า สำหรับเลี้ยงวัวของชาวบ้าน ซึ่งมีฝูงวัวจำนวนไม่ต่ำกว่าพันตัวในบริเวณรอบๆ ทุ่งหญ้ากว้างแห่งนี้

ทะเลสาบดอยเต่า

เมื่อทุกคนกลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง จึงได้เวลานำรถขึ้นเรือเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกเรียกว่าเป็นทะเลสาบ รถมอเตอร์ไซด์ทั้ง 5 คัน มีตั้งแต่มอเตอร์ครอส PCX ไปจนถึงรุ่นเล็กอย่างมอเตอร์ไซด์จ่ายตลาด พร้อมด้วยผู้ร่วมเดินทางอีก  6 คน

ทะเลสาบดอยเต่า

เท่สุดก็คันนี้แหละ แต่ขับไม่เป็นหรอกนะแค่ขอยืมมานั่งค่อมโพสท่าถ่ายรูปเฉยๆ ดูเท้าสิเกือบยันไม่ถึงพื้น 555

ทะเลสาบดอยเต่า

เมื่อเรือมาจอดเทียบท่า จึงค่อยๆขับลงไปจอดบนเรือทีละลำด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่อย่างนั้นก็อาจจะกลิ้งตกลงไปซิ่งในน้ำแทนได้

ทะเลสาบดอยเต่า

เรือหนึ่งลำบรรจุพวกเรา 5 คัน 6 คนได้อย่างพอดี ค่าโดยสารคนละ 20 บาท ไม่คิดค่ารถ

ทะเลสาบดอยเต่า

เรือค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากฝั่งอย่างช้าๆ เคลื่อนตัดผ่านสายน้ำที่ไหลค่อนข้างแรง

ทะเลสาบดอยเต่า

ช่วงระยะเวลาสั่นๆ ระหว่างที่นั่งอยู่บนเรือ นอกจากการหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป อีกสิ่งที่ทำคือการยื่นมือลงไปราน้ำ เพราะมันทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

ทะเลสาบดอยเต่า

“คิดภาพไม่ออกเหมือนกันนะ ว่าถ้ามาที่นี่คนเดียวจะเป็นยังไง”

ทะเลสาบดอยเต่า

“คงจะเหงาน่าดู”

ทะเลสาบดอยเต่า

ใช้ระยะเวลาไม่ถึง 5 นาที พวกเราก็สามารถข้ามฝั่งมาได้อย่างปลอดภัย ซึ่งต่างจากเมื่อ 7 ปีที่แล้วมาก เพราะจะต้องใช้ระยะเวลาในการข้ามเกือบประมาณ 1 ชั่วโมง ด้วยโบ๊ะข้ามฟากที่ถึงแม้ว่าจะมีอัตราความเร็วน้อยกว่าเรือ แต่ต้องข้ามทะเลสาบที่กว้างกว่าจึงใช้เวลามากกว่าอย่างในรูป

ทะเลสาบดอยเต่า

การนำรถลงเรือไม่ยากเท่ากับการนำขึ้นฝั่ง เพราะมีอุปสรรคเป็นทางที่ลาดชันและพื้นดินที่ร่วนเกินไป จนเกือบติดหล่มและหงายหลังลงน้ำ

ทะเลสาบดอยเต่า

แต่สุดท้ายพวกเราก็สามารถผ่านด่านนี้มาได้ ในขณะที่แสงตะวันกำลังเริ่มลดน้อยลงไปทุกที

ทะเลสาบดอยเต่า

แผนที่การเดินทาง

ทะเลสาบดอยเต่า

บ้านเรือนแพที่เคยลอยอยู่บนน้ำ ตอนนี้เปลี่ยนขึ้นมาลอยอยู่บนหญ้าแทนล่ะ

ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า

จากที่เคยเลี้ยงปลาในกระชังก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นเลี้ยงวัวในคอกแทน

ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า

ด่านต่อไปคือการขับรถลัดเลาะไปตามถนนเส้นเล็กๆท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้าง

ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า

ขับตามทางไปเรื่อยๆ ขึ้นเนินบ้างลงเนินบ้าง จนนึกว่ากำลังขับอยู่บนเนินเขาในการ์ตูนเทเลทับบี้

ทะเลสาบดอยเต่า

หลังจากผ่านบริเวณทุ่งหญ้ากว้างก็จะเปลี่ยนมาเป็นการขับเข้าป่าลัดเลาะข้ามภูเขาไปอีกประมาณ 3 ลูก ระยะทางประมาณเกือบ 10 กิโลเมตร บนถนนที่กว้างประมาณ 1 คันรถกระบะ ช่วงที่เป็นทางลาดชันมากๆจะทำด้วยปูน ส่วนอีกประมาณ 70 เปอร์เซ็นเป็นทางดินที่มีร่องรอยของร่องน้ำที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูฝนและหินนูนๆ ขลุขละที่ทำให้ขับค่อนข้างยาก

ดอยแก้ว

บางช่วงต้องขับผ่านลำธารที่ไหลตัดผ่านถนน แต่ตอนนี้มีน้ำไหลผ่านเพียงเล็กน้อยจนเกือบไม่มีแล้ว

ดอยแก้ว

แผนที่การเดินทาง

ดอยแก้ว

หมู่บ้านแม่ป๊อกบน

ด้วยสภาพถนนที่ขับค่อนข้างลำบากประกอบกับความมืดที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามา ทำให้พวกเรามาถึง “หมู่บ้านแม่ป๊อกบน” หนึ่งในหมู่บ้านที่อยู่บนดอยแก้ว อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เกือบประมาณ 1 ทุ่ม พวกเราจอดรถบริเวณหน้า “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง” ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำหมู่บ้านและเป็นที่ที่เราจะมาขออาศัยหลับนอนกันในคืนนี้

จากนั้นจึงเข้าไปสวัสดีคุณครูและเดินไปหาผู้ใหญ่บ้าน เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการเดินทางมาของพวกเราในครั้งนี้ ซึ่งพ่อผู้ใหญ่ยังคงจำพวกเราได้เป็นอย่างดี แถมชวนกินข้าวและให้ไปนอนค้างที่บ้าน แต่พวกเรามากันหลายคน เลยขอไปนอนที่โรงเรียนดีกว่าจะได้ไม่เป็นการรบกวน คุณครูและพ่อผู้ใหญ่จึงจัดหาผ้านวมและหมอนมาให้กับพวกเราจำนวนหนึ่ง เพื่อเอามาเสริมทัพกับถุงนอนที่พวกเราเตรียมมาในการรับมือกับอากาศที่หนาวเย็นในตอนกลางคืน

ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

จากนั้นพ่อครัวก็เริ่มบรรเลงเพลงตะหลิว เหนือกระทะที่ตั้งอยู่บนเตาฟืน เพื่อทำอาหารเย็นจากวัตถุดิบที่ซื้อมาจากด้านล่างกินกันเป็นมือแรก

อาหารค่ำ

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็นในรูป ส่วนเรื่องของรสชาตินั้นค่อนข้างจะอธิบายยาก เนื่องจากไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะความหิวหรือความอร่อย หรือทั้งสองอย่าง แต่เอาเป็นว่ากินกันจนเกลี้ยง จะเหลือก็แต่ต้มจืดกระรอกป่าฝีมือคุณครูที่ไม่ค่อยถูกปากคนเมืองอย่างพวกเราสักเท่าไหร่

อาหารค่ำ

ยิ่งดึกอากาศข้างบนยิ่งหนาว พวกเราจึงมานั่งล้อมวงรอบกองไฟและเผามันกินกันที่หน้าโรงเรียน พร้อมกับนั่งแหงนมองดูดาวบนท้องฟ้า เนื่องจากบริเวณโรงเรียนเป็นลานกว้างบนยอดเขาสูงและอยู่ไกลจากแสงไฟในเมือง จึงทำให้ที่นี่เป็นจุดชมดาวที่สวยงามที่สุดอีกแห่งหนึ่ง ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าดวงดาวน้อยใหญ่อยู่ใกล้แค่มือเอื้อม

ก่อกองไฟ

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราตื่นนอนพร้อมเพียงกันเพราะเสียงนาฬิกาปลุกของพี่คนหนึ่งที่ไม่ตื่นด้วยเสียงของตัวเอง แต่เสียงนั้นทำให้คนอื่นตื่น เพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นบนวัดที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของหมู่บ้าน

ดอกไม้ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

ด้านบนวัดอากาศเย็นสบาย มีลมพัดพาเอาสายหมอกอ่อนๆ มากระทบใบหน้าอย่างเบาๆ

หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

รออยู่ไม่นานนักพระอาทิตย์ก็เริ่มโผล่หน้าผ่านกลุ่มเมฆหนาเหนือภูเขาออกมาทักทายพวกเรา

หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

จุดที่พวกเรายืนชมวิวอยู่นี้ เป็นบริเวณด้านหน้าขององค์พระพุทธรูปปางประทานพร สูงประมาณ 20 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าผา โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ถ้าไม่มีหมอกเราจะสามารถมองเห็นทะเลสาบดอยเต่า

วัด หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

ยืนสูดอากาศบริสุทธิ์และชมวิวอยู่ได้สักพักก็เดินกลับลงมาที่โรงเรียน ระหว่างทางจะผ่านบ้านของชาวบ้านที่ปลูกกระจายกันอยู่บนเนินเขาตลอดเส้นทาง บางหลังก็ทำด้วยไม้ไผ่และมุงหลังคาด้วยใบของพืช

หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

หลายๆ หลังทำด้วยไม้และมุงหลังคาด้วยสังกะสี ตรงกลางของตัวบ้านจะมีเตาสำหรับประกอบอาหารและให้ความอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว

หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

น้ำที่ใช้ดื่มและอาบมาจากประปาภูเขา ไฟฟ้ามาจากแผงโซล่าเซลล์บนหลังคาที่มีกันเกือบทุกหลัง โดยใช้ระยะเวลาในการชาร์ตประมาณหนึ่งวัน เพื่อนำมาใช้ให้แสงสว่างในเวลากลางคืนและเพียงพอให้สามารถดูละครได้หนึ่งเรื่องต่อวันพอดี ส่วนสัญญาณโทรศัพท์จะมีอยู่แค่บางค่ายและบางจุดของหมู่บ้านเท่านั้น

หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

ส่วนสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นน้องหมู หมา ไก่ และวัว บอกได้เลยว่าน่ารักทุกตัว

หมู หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
หมา หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ไก่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
วัว หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
หมา หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
หมู หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
หมู หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
หมา หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
หมู หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

ชาวบ้านที่นี่เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง หรือ ปกาเกอะญอ คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทยได้ ส่วนรุ่นปู่ยาตายายจะพูดไม่ได้ เลยต้องอาศัยการสื่อสารด้วยภาษามือและรอยยิ้มแทน ส่วนเด็กๆ แรกๆ จะขี้อาย แต่ถ้าสนิทแล้วเรียกได้ว่าไปไหนไปกัน น่ารักและอัธยาศัยดีทุกคน

เด็ก หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

และนี่คือครอบครัวที่เราเคยมาอาศัยอยู่ด้วยตอนมาทำค่ายอาสาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ประกอบไปด้วย “พ่อ” ผู้ชายขี้อายแต่ใจดี “แม่” ผู้หญิงที่ทำกับข้าวอร่อยมากและชอบแย่งพวกเราล้างจาน “น้องชายคนกลาง” ใส่เสื้อสีน้ำเงิน คนนี้โคตรซน ชอบชวนไปล่ากระรอกในป่า “น้องชายคนโต” พูดน้อยขี้เกรงใจ แต่ไปไหนไปกัน ส่วนคนสุดท้ายคือ “น้องสาวคนสุดท้อง” เจอกันครั้งแรกตั้งแต่ตอนที่ยังพูดไม่ได้  แต่ตอนนี้เริ่มโตเป็นสาวแล้ว เสื้อผ้าที่เราเตรียมมาให้มีแต่ของผู้ชายเลยต้องหาตุ๊กตามาฝากแทน ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปกี่ปี ความรู้สึกอบอุ่นและประทับใจที่มียังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ชาวบ้าน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

จากนั้นก็กลับลงมาที่โรงเรียน เพื่อกินข้าวเช้าที่พี่ๆ จัดเตรียมไว้ให้ เป็นเมนูง่ายๆ รองท้องในตอนเช้า

อาหารเช้า

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

และนี่คืออาคารเรียนที่เรานอนพักกันเมื่อคืน

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

ส่วนรูปนี้คืออาคารอเนกประสงค์ที่เราเคยขึ้นมาสร้างไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้ได้ถูกใช้เป็นที่ประชุมของหมู่บ้าน และเป็นห้องเรียนกับโรงอาหารสำหรับน้องๆ จากสภาพของอาคารที่เริ่มทรุดโทรมไปตามกาลเวลา พวกเราและคุณครูจึงอยากที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยการก่ออิฐปูนสูงประมาณ 1 เมตร และติดตาข่ายเหล็กรอบตัวอาคาร เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปสร้างความสกปรกภายในห้องเรียน  เด็กๆ จะได้มีสุขลักษณะที่ดี มีสุขภาพที่แข็งแรง

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

เราจึงกลับมาทำเสื้อขายในเพจของเราบนเฟสบุ๊ค ได้เงินมา 23,700 บาท จากนั้นก็ส่งเงินไปให้คุณครูเริ่มดำเนินการก่อสร้าง โดยได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านมาช่วยกันปรับปรุงอาคารในครั้งนี้ ซึ่งตอนนี้ก่ออิฐรอบตัวอาคารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่ติดตาข่ายเหล็กเท่านั้น โดยเราอาจจะขึ้นไปเยี่ยมโรงเรียนอีกครั้งประมาณช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ หากใครสนใจบริจาคสิ่งของช่วยเหลือสามารถบอกล่วงหน้าได้เลยนะ และนี่คือรูปล่าสุดที่คุณครูส่งมาให้ ขอขอบคุณผู้ร่วมสบทบทุนผ่านกระทู้นี้อีกครั้งนะครับ

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง
ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง
ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง
ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

นอกจากการเล่นกีฬาทั่วๆ ไปอย่างเช่น ฟุตบอล หรือตะกร้อแล้ว น้องๆยังมีกิจกรรมสุดฮิตอีกอย่างหนึ่งในตอนนี้ก็คือการเล่นยิงลูกแก้ว ที่เล่นกันทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง คงคล้ายๆกับพวกเราในสมัยเด็กๆที่จะมีกิจกรรมหรือของเล่นยอดฮิตที่ทำตามๆกันเป็นช่วงสั่นๆ บางช่วงก็ฮิตยิงลูกแก้ว บางช่วงก็ฮิตสะสมการ์ดโปเกม่อน บางช่วงก็เปลี่ยนมาฮิตเลี้ยงปลากัดหรือปลาหางนกยูง ฯลฯ กิจกรรมพวกนี้ถ้าเป็นเด็กต่างจังหวัดแบบเราก็น่าจะเข้าใจดี

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

บนดอยก็มีรถลากเลื่อนเหมือนอย่างเมืองนอกที่เล่นบนหิมะด้วยนะ

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

สิ่งที่สามารถส่งต่อความสุขให้แก่กันได้รวดเร็วที่สุด นั่นก็คือ “รอยยิ้ม”

ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวง

หลังจากกินข้าวเช้าและถ่ายรูปเล่นกับเด็กๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงขอตามชาวบ้านเข้าไปในป่า เพื่อไปดูวิธีการเกี่ยวข้าวไร่บนภูเขา โดยขับมอเตอร์ไซด์ตามชาวบ้านไปบนถนนแคบๆ ที่กว้างเพียงแค่ครึ่งเมตร ลัดเลาะไปตามไหล่เขา

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

ขับเลยหมู่บ้านออกมาไม่นานนักก็จะเริ่มเห็นแปลงปลูกข้าวไร่สีเหลืองทองที่กำลังพร้อมรอให้เก็บเกี่ยว จากรูปเราอาจจะเห็นว่าการปลูกข้าวไร่ของชาวบ้านนั้นมีการแผ้วถางป่า เพื่อนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ ซึ่งดูเหมือนเป็นการตัดไม้ทำลายป่า

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

แต่ในอีกมุมหนึ่งการกระทำเช่นนี้กลับเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากเป็นการปลูกพืชด้วยระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นระบบการเพาะปลูกในพื้นที่หนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นจะย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ใหม่ เพื่อให้พื้นที่เดิมเริ่มฟื้นความอุดมสมบูรณ์เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี แล้วจึงหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง อาจจะทุกๆ 5-9 ปี

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

โดยใช้องค์ความรู้ในการจัดการ ได้แก่ ตัดต้นไม้เหลือตอไว้ให้สามารถแตกกอใหม่ได้ ไม่ตัดฟันไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ไม่บุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำ และควบคุมการเผาไม่ให้ไฟลุกลามออกไปนอกแปลงปลูก

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

การปลูกพืชในระบบไร่หมุนเวียนเป็นการปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยมีข้าว ผัก และพืชใช้สอยต่าง ๆ ปลูกรวมกันอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก และเน้นการเพาะปลูกพืชอาหารสำหรับเก็บไว้บริโภคในครัวเรือนเท่านั้น

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

จึงอาจถือได้ว่าเป็นรูปแบบของเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ซึ่งเกษตรกรที่รักษาระบบเกษตรกรรมเช่นนี้มีกฎเกณฑ์ที่จะต้องเคารพคุณค่าและนอบน้อมต่อธรรมชาติ ดังคำกล่าวที่ว่า “ใช้ประโยชน์จากน้ำ ต้องรักษาน้ำ ใช้ประโยชน์จากป่า จักต้องรักษาป่า” (ที่มา) และที่สำคัญคือ ไม่อาจบอกได้ว่าชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่า เพราะชาวบ้านอยู่ที่นี่มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

การเก็บเกี่ยวของที่นี่จะใช้วิธีการลงแขกเกี่ยวข้าว เมื่อไร่นาของครอบครัวไหนที่พร้อมจะให้เก็บเกี่ยว ทุกคนในหมู่บ้านก็จะมาช่วยกัน และสลับกันไปเรื่อยๆ จนครบทุกครอบครัว โดยที่เจ้าของไร่นานั้นๆ จะเตรียมอาหารมาเลี้ยงคนที่มาช่วยเกี่ยวข้าวเป็นการตอบแทน

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

วิธีการเกี่ยวข้าวก็ไม่ยาก เพียงแค่ใช้มือข้างไหนก็ได้ที่ถนัดจับเคียวไว้ให้แน่น จากนั้นใช้เคียวเกี่ยวไปรวบกอข้าวมารวมกันประมาณสักสามสี่กอ แล้วใช้มืออีกข้างที่เหลือกำกอข้าวให้แน่นจากนั้นก็ตัดกอข้าวให้ขาด แล้วยื่นกอข้าวนั้นไปให้กับคู่หูอีกคน เพื่อใช้ใบข้าวที่อยู่ในกอมามัดรวมกันให้แน่นแล้ววางกองไว้กับพื้น โดยจะต้องมีการทำงานเป็นทีม คนนึงมีหน้าที่เกี่ยวอีกคนมีหน้าที่มัด คนเกี่ยวน่าจะเหนื่อยกว่า เพราะจะต้องก้มๆ เงยๆ บนทางลาดชันกลางแดดร้อนๆ ถ้าคนไม่เคยอาจจะหน้ามืดจนเกือบหงายหลังเหมือนเราได้

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

หลังจากไปทำเนียนช่วยชาวบ้านเกี่ยวข้าวจนเหงื่อไหลย้อยจนเกือบถึงแก้มก้นได้สักพัก จึงขับรถกลับออกมาออกเก็บของที่โรงเรียน แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังน้ำตก

ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ลูกสน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ต้นสน หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
เห็ด หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า
ข้าวไร่ หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

น้ำตกที่เคยเต็มไปด้วยน้ำในช่วงเดือนตุลาคมได้หายไปเกือบหมดจนสามารถลงไปนอนเล่นได้

น้ำตก หมู่บ้านแม่ป๊อกบน ดอยเต่า

ทะเลสาบดอยเต่า

นอนเล่นอยู่ที่หน้าผาสักพัก ฝนก็ทำท่าเหมือนว่าจะตกเลยรีบกลับกันออกมา แล้วเดินทางต่อไปยังทะเลสาบดอยเต่า โดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งเป็นเส้นทางสายเดิมที่ใช้สัญจรเมื่อครั้งที่ยังมีน้ำในทะเลสาบมากกว่านี้

ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า

ระหว่างทางจะมีวัดตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเล็กๆ โดยมีองค์เจดีย์สีขาวตั้งเด่นอยู่ตรงกลาง สามารถมองเห็นจากระยะไกล

ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า

วัดกั้นรั้วทางเข้าเอาไว้พวกเราเลยไม่ได้เข้าไปข้างใน จึงยืนดูวิวถ่ายรูปเล่นอยู่แค่หน้าวัด จากนั้นก็ขับกลับลงมาเพื่อไปต่อยังท่าเรือที่อยู่ใกล้ๆ กัน แต่เป็นคนละที่กับขามาและราคาแพงกว่า 10 บาท

ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า

ระหว่างทางขับผ่านฝูงน้องวัวเจ้าถิ่น ที่พากันหันหน้ามามองพวกเราด้วยความแปลกใจ

ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า
ทะเลสาบดอยเต่า

เมื่อกลับออกมาจากทะเลสาบดอยเต่าเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปแวะกินข้าวซอยที่ตัวอำเภอดอยเต่าตรงข้ามกับโรงพยาบาล หลังจากจอดรถปรากฎว่ามีพี่คนหนึ่งกระเป๋าหายไป นึกไปนึกมาจึงนึกได้ว่าลืมกระเป๋าเอาไว้ที่ท่าเรือ เนื่องจากขึ้นจากเรือเป็นคนแรกจึงเอากระเป๋าไปวางไว้ท้ายรถกระบะที่จอดอยู่บนฝั่งแล้วมาช่วยเข็นมอเตอร์ไซด์ขึ้นจากเรือ

หลังจากขับกลับไปเอากระเป๋าที่ท่าเรือมาได้เรียบร้อยแล้ว พวกเราจึงออกเดินทางต่อไปยังตัวเมืองลำพูน โดยใช้คนละเส้นทางกับขามา เป็นเส้นทางที่จะไปตัดกับถนนหลวงหมายเลข 106 อ.ลี้ จ.ลำพูน เส้นทางนี้รถค่อนข้างน้อยและถนนดีมากจึงขับได้อย่างสบายๆ และสุดท้ายก็กลับมาถึงตัวเมืองลำพูนได้อย่างปลอดภัย

แผนที่การเดินทาง

ทะเลสาบดอยเต่า

ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของดอยเต่าที่เรารู้จักและอยากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จัก หากใครอยากเห็นทะเลสาบดอยเต่าเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวแบบนี้ แนะนำให้ไปช่วงเดือนตุลาคมซึ่งเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศเย็นกำลังดี แต่ถ้าหากอยากเห็นทะเลสาบมีน้ำมากกว่านี้อาจจะต้องไปช่วงหลังฤดูฝน และถ้าอยากมาพักกางเต้นท์ใกล้ๆกับทะเลสาบดอยเต่าก็สามารถมาติตต่อขอพักได้บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าดอยเต่า ซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง แต่ที่นี่จะไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาในการอำนวยความสะดวก อีกทางเลือกหนึ่งก็คือหาที่พักบริเวณตัวอำเภอดอยเต่า

ส่วนบ้านแม่ป๊อกบน หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงที่อยู่บนดอยแก้ว หากใครอยากขึ้นไปเที่ยวแนะนำให้ขึ้นไปช่วงฤดูหนาว เพราะเส้นทางจะปลอดภัยที่สุด แต่ไม่แนะนำสำหรับคนที่ขับรถไม่แข็ง เพราะเส้นทางบางช่วงค่อนข้างชัน และไม่ควรนำรถโฟร์วิวขนาดใหญ่ขึ้นไปเพราะอาจจะทำให้ถนนพังได้ สำหรับใครที่ต้องการช่วยเหลือหรือแบ่งปันทางด้านต่างๆก็สามารถติดต่อหลังไมล์เข้ามาพูดคุยกันได้เราจะช่วยแนะนำให้

สุดท้ายก็ขอฝากสำหรับทุกคนที่จะเดินทางมาเที่ยวที่ดอยเต่า ไม่ว่าจะส่วนไหนของดอยเต่าก็ตาม อยากให้ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและเคารพต่อสถานที่นั้นๆ เพื่อให้ที่นี่ยังคงเป็นเหมือนที่เคยเป็น ยังคงความสงบและความเป็นธรรมชาติแบบนี้เอาไว้ตลอดไป

เพราะ “ดอยเต่า” ไม่ใช่ทางผ่าน หากอยากรู้จักต้องตั้งใจมาเท่านั้น

สรุปค่าใช้จ่าย

ค่าเดินทาง

  • รถทัวร์ไปกลับกทม.-เชียงใหม่ : 1,138฿
  • ค่าเช่ารถมอเตอร์ไซด์ 2 วัน : 350฿
  • ค่าน้ำมัน : 200฿

ค่าที่พัก : ฟรี

ค่าอาหาร : ตามอัธยาศัย

รวมทั้งสิ้น 1,688 บาท

ส่วนใครที่อยากจะประหยัดเวลาและค่าเดินทางในการมายังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อจะได้มีเวลาสัมผัสกับบรรยากาศของดอยเต่าเพิ่มมากขึ้น แนะนำให้เดินทางด้วยเครื่องบินจะดีที่สุด เพราะนอกจากจะรวดเร็วและปลอดภัย ราคาก็ไม่แพงอีกต่างหาก อย่างสายการบินไทยไลออนแอร์ แถมยังสามารถโหลดกระเป๋าได้ฟรีตั้ง 15 กิโล ถ้าไม่เชื่อลองเข้าไปจองที่เว็บนี้ได้เลย Traveloka

LIFE IS A JOURNEY | เพราะชีวิต คือ การเดินทาง…

x Close

LIFE IS A JOURNEY